เบื้องหลังโลกอินเทอร์เน็ต: รู้จักกับ "Protocol" และ "Port" คู่หูผู้คุมกฎการสื่อสาร
เคยสงสัยไหมครับว่า เวลาเราพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ ส่งอีเมล หรือสตรีมหนัง คอมพิวเตอร์ของเรารู้ได้ยังไงว่าต้องส่งข้อมูลไปที่ไหน หรือคุยกับใคร? ทำไมรูปภาพถึงไม่ไปโผล่ในกล่องอีเมล หรือทำไมไฟล์งานถึงไม่หลุดไปหน้าเว็บ?

คำตอบของความมหัศจรรย์นี้อยู่ที่คำศัพท์เทคนิคสองคำที่เรามักได้ยินบ่อยๆ คือ Protocol (โปรโตคอล) และ Port (พอร์ต) ครับ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าสองสิ่งนี้ทำงานร่วมกันอย่างไรให้โลกออนไลน์ของเราลื่นไหลไม่มีสะดุด

1. Protocol: ภาษากลางของคอมพิวเตอร์
ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ Protocol ก็คือ "กฎกติกา" หรือ "ภาษา" ที่คอมพิวเตอร์ใช้คุยกันครับ ลองนึกภาพว่าถ้าคุณพูดภาษาไทยแต่เพื่อนคุณพูดภาษาอังกฤษ เราคงคุยกันไม่รู้เรื่องใช่ไหมครับ? คอมพิวเตอร์ก็เหมือนกัน หากไม่มีกฎที่ตกลงกันไว้ก่อน มันก็จะไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้

Protocol มีหลายประเภท แบ่งตามหน้าที่การใช้งาน เช่น:
• IP (Internet Protocol): เป็นเหมือนกฎพื้นฐานในการระบุที่อยู่และการเดินทางของข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
• TCP (Transmission Control Protocol): เน้นความแม่นยำและการส่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ (ข้อมูลไม่หาย)
• UDP (User Datagram Protocol): เน้นความเร็ว เหมาะกับการสตรีมวิดีโอหรือเกม แต่อาจมีความแม่นยำน้อยกว่า TCP
• HTTP/HTTPS: กฎที่เราใช้เวลาเปิดหน้าเว็บไซต์ (HTTPS คือเวอร์ชันที่มีการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัย)

2. Port: ประตูสู่บริการที่ถูกต้อง
ทีนี้พอคอมพิวเตอร์คุยกันรู้เรื่องแล้ว ข้อมูลจะเดินทางเข้าเครื่องเราได้อย่างไร? นี่คือหน้าที่ของ Port ครับ
ให้จินตนาการว่า IP Address เปรียบเสมือน "ที่อยู่ตึกหรือบ้านเลขที่" ที่ระบุตำแหน่งของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น ส่วน Port เปรียบเสมือน "เลขที่ห้อง" หรือ "ประตูห้องทำงาน" ภายในตึกนั้นครับ

ในคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง จะมีข้อมูลหลายประเภทวิ่งเข้ามาพร้อมกัน ทั้งอีเมล เว็บไซต์ หรือไฟล์งาน การมี Port ทำให้คอมพิวเตอร์แยกแยะได้ว่าข้อมูลก้อนไหนต้องส่งไปให้โปรแกรมอะไร เช่น:

• ถ้าเป็นข้อมูลเว็บ (HTTP) จะวิ่งเข้า Port 80
• ถ้าเป็นเว็บที่ปลอดภัย (HTTPS) จะวิ่งเข้า Port 443
• ถ้าเป็นการโอนไฟล์ (FTP) จะไปที่ Port 21
ประเภทของ Port ที่ควรรู้: Port มีตัวเลขตั้งแต่ 0 ถึง 65,535 โดยแบ่งเป็นช่วงๆ:

-
Well-Known Ports (0–1023): พอร์ตมาตรฐานที่ระบบจองไว้ เช่น 80 (Web) หรือ 25 (Email)
-
Registered Ports (1024–49,151): สำหรับแอปพลิเคชันเฉพาะทาง เช่น MySQL ใช้ 3306
-
Ephemeral Ports (49,152–65,535): พอร์ตชั่วคราวที่ระบบสุ่มขึ้นมาใช้ในช่วงเวลาสั้นๆ เวลาเราเชื่อมต่อออกไปหาเซิร์ฟเวอร์
3. การทำงานร่วมกัน: ภาพจำลองการส่งของ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ลองนึกถึงบริการส่งพัสดุครับ:

• IP Address คือ "GPS ของรถส่งของ" ที่พาพัสดุ (ข้อมูล) มาส่งให้ถูกตึก (คอมพิวเตอร์)
• Port คือ "แผนกผู้รับ" ภายในตึกนั้น เมื่อของมาถึงตึกแล้ว จะต้องรู้ว่าต้องส่งไปแผนกไหน (เช่น แผนกบัญชี หรือ แผนกต้อนรับ) เพื่อให้เปิดกล่องแล้วทำงานต่อได้ถูกคน
• Socket คือการรวมตัวกันของ IP และ Port (เช่น 203.0.113.10:443) เพื่อระบุเส้นทางที่สมบูรณ์ทั้งปลายทางและบริการ
4. เรื่องความปลอดภัยที่มองข้ามไม่ได้
เพราะ Port เปรียบเสมือนประตูบ้าน การเปิด Port ทิ้งไว้โดยไม่จำเป็นก็เหมือนการเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ให้โจรเข้า แฮกเกอร์มักจะสุ่มตรวจดูว่าเครื่องไหนเปิด Port ทิ้งไว้บ้างเพื่อหาช่องโหว่ในการโจมตี
วิธีป้องกันเบื้องต้น:
• ใช้ Firewall: Firewall ทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าประตู คอยบล็อก Port ที่ไม่ได้ใช้งาน และอนุญาตให้เข้าได้เฉพาะ Port ที่จำเป็นเท่านั้น

• เปลี่ยน Default Port: ในการตั้งค่า Server บางครั้งผู้ดูแลระบบอาจเปลี่ยนเลข Port มาตรฐาน (เช่นเปลี่ยนจาก 80 เป็น 8080) เพื่อหลบเลี่ยงการสแกนแบบง่ายๆ แม้จะไม่ใช่วิธีป้องกันที่สมบูรณ์แบบแต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้

สรุป
การท่องโลกอินเทอร์เน็ตที่ดูราบรื่น แท้จริงแล้วคือการทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบของ Protocol (ภาษา) และ Port (ประตู) หากเข้าใจหลักการพื้นฐานนี้ เราก็จะเข้าใจกลไกของ Network และสามารถดูแลความปลอดภัยเบื้องต้นให้กับระบบของเราได้ดียิ่งขึ้นครับ

ข้อมูลอ้างอิงจากบทความใน DEV Community, Hostwinds และ Cloudflare
Referent:
https://dev.to/shoki/computer-networks-what-is-protocol-4bgj https://www.hostwinds.com/blog/web-server-ports-what-are-they-and-how-do-they-work https://cloudflare.com/learning/network-layer/what-is-a-computer-port https://www.cloudflare.com/learning/network-layer/what-is-a-protocol/